ผมคงไม่พูดว่า งานประจำเป็นสิ่งไม่ดีครับ
มันดีครับ ดีจริงๆและมีประโยชน์ต่อชีวิตเรามากๆ
แน่นอน อย่างแรกคือมันทำให้เรามีกินมีใช้อยู่ทุกวันจากเงินเดือนที่ต้องจัดการบริหารมันให้ดี เราก็จะมีข้าวกิน 3 มื้อ มีที่ซุกหัวนอน มีเงินช็อบปิ้ง กินอาหารนอกบ้าน พาแฟนไปเที่ยว หรือแม้แต่มีเงินเก็บหรือเลี้ยงดูครอบครัวอย่างเหมาะสม
แต่ทำไม หลายๆคนส่วนใหญ่ถึงได้บ่นทุกครั้งที่ "วันจันทร์" มาถึง
ผมเข้าใจครับ
งานประจำมันน่าเบื่อก็ตรง "หัวหน้า" เป็นหลักนี่แหละ
สังเกตุมั้ยครับ ถ้างานเรามันไม่แย่จนเกินไป เงินเดือนพออยู่ได้ และหัวหน้าเรานั้นดี เรามักจะมองเรื่องการย้ายงานเป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ
แต่พอวันนึง มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เราก็พบว่า เราอยากลาออก ไปหาอะไรสักอย่างทำ อะไรที่เป็นของเราเองจริงๆ
อยากจะตื่นสาย ไม่ต้องแหกขี้ตาขึ้นมานั่งรอรถบัส
อยากจะไปเดินห้างวันธรรมดา
อยากจะไม่ต้องตอกบัตรเช็คเวลาทำงาน
อยากจะไม่ต้องนั่งทำโอทีหลังขดหลังแข็ง
และอยากจะทำอะไรอย่างอื่นอีกมากมาย
ผมคงไม่บอกว่า นั่นคือข้อดีของการเป็นเจ้าของธุรกิจหรอกครับ เพราะมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
แต่ว่า...
หากเราจะเริ่มเป็นเจ้าของธุรกิจในวันหนึ่ง
แล้ววันนั้นคือเมื่อไหร่ล่ะครับ?
ผมถามรุ่นน้องหรือลูกน้องหลายคน ถามถึงเรื่องอนาคตในการทำงานว่าอยากจะขึ้นไปถึงตำแหน่งไหน หรือได้ทำอะไรบ้างที่ตัวเองสนใจในอนาคต
แน่นอน ร้อยละ 90 ตอบว่า
"วันนึงจะมีธุรกิจของตัวเอง"
ผมก็บอกว่า มันดีนะ แต่ไอ้วันนั้นที่ว่าน่ะ มันเมื่อไหร่กันล่ะ?
เพราะในเมื่อเรายังทำงานประจำอยู่ ตอนเช้าไม่ต้องพูดถึง ตื่นมารีบอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน
ตอนเย็นเลิกงานกลับบ้าน กว่าจะถึงบ้านก็ทุ่มสองทุ่มไปแล้ว วันไหนหนักหน่อยก็ทำโอที ถึงบ้านทีก็ข่าวจบแล้วนู่น
ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ ก็ต้องขอพักผ่อนกันบ้าง ต้องทำงานบ้าน ต้องซักผ้า ต้องไปหาอะไรกินกับเพื่อน นัดแฟนดูหนัง ไปทำนู่นทำนี่ เผลอๆอีกทีก็กลายเป็นวันอาทิตย์ตอนเย็นไปเสียแล้ว
แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปเริ่มทำอะไรของตัวเองล่ะ
จะให้ไปศึกษาอะไรใหม่ๆ ก็ลำบาก เพราะไม่มีเวลาจะทุ่มเท
จะให้ไปขายของทั่วไปที่คนอื่นก็ขายกันอยู่เยอะแยะ ก็มองออกว่ายังไงก็รวยและหากินระยะยาวไม่ได้
สุดท้าย วันจันทร์ก็กลับมาอีกครั้ง
และลูปนี้ก็วนต่อๆไปจนครบเดือน ครบปี ถึงวันเกิด
บางคนเป่าเค้กโดยไม่คิดอะไร ดีใจที่ได้มาฉลองกับเพื่อน
แต่บางคน กลับนั่งคิดว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา นี่ตูมีอะไรดีกว่าปีที่แล้วมั่งวะ นอกจากเงินเดือนขึ้น 6%
ทุกสิ่งทุกอย่างมันเริ่มต้นขึ้นง่ายๆครับ
อะไรบางอย่างที่เราทำแล้ว เรารู้สึกว่า "ดีใจ" ที่ได้ทำมัน หรือ ดีใจ ที่ได้ "เก่งขึ้น"
อะไรบางอย่างนั้น หากเราทำไปสักพัก ทำไปนานๆเข้า มากกว่าคนอื่นส่วนใหญ่ เราก็จะกลายเป็นคนที่เหนือกว่าคนรอบตัวได้ไม่ยาก
ไม่เชื่อลองนั่งคิดดูสิครับ อะไรบ้างที่เราคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง คือพูดไป พวกเขาก็ไม่รู้ว่าเรานั้น Advance ไปแล้วโคตรๆ
ไม่ใช่เรื่องอัพเดตชีวิตอย่าง ข่าว หรือ ละคร อะไรพวกนั้นนะครับ
รู้ไว้มันก็ดี แต่ถ้ามันทำให้เราสร้างรายได้เพิ่มขึ้นไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์
เหมือนที่ อ.เฉลิมชัย ได้กล่าวไว้ว่า "ถ้าเก่งแล้วจน คือมึงไม่เก่ง" หรือ "มึงจะเก่งไปทำไม?"
ผมถามลูกน้องเหล่านั้นอีกครั้งว่า "แล้วธุรกิจที่ว่า อยากจะทำอะไรล่ะ"
บางคนอ้ำอึ้ง บางคนก็คิดสักพักแล้วก็ตอบได้ว่า อยากเปิดร้านเสื้อผ้ามั่งล่ะ อยากเปิดร้านอาหารมั่งล่ะ อยากซื้อเฟรนช์ไชส์มาทำมั่งล่ะ ฯลฯ
ผมบอกว่า มันก็ดีนะ แต่ไอ้วันนั้นน่ะ มันจะมาถึงเมื่อไหร่
ก็เงียบกันหมด บางคนตอบได้ว่า 5 ปีครับ 3 ปีค่ะ ฯลฯ
ผมก็ถามต่อว่า แล้วไอ้วันก่อนจะครบ 5 ปี 3 ปี นั่นน่ะ เราจะพร้อมสำหรับธุรกิจพวกนั้นแล้วใช่มั้ย?
รู้แล้วใช่มั้ยว่าลาออกไปแล้วจะอยู่รอดได้ หรือไม่อดตาย
...เงียบกริบ...
สิ่งที่ผมต้องการบอกน้องๆทุกคนก็คือ
มันไม่มีทางหรอก ที่วันนึงอยู่ดีๆตื่นมาแล้วจะมีร้านของตัวเองรอให้เราไปเปิด Grand Openning พร้อมลูกค้าที่มายืนรอคิวให้เรารับออเดอร์
มันต้องค่อยๆสร้างครับ จาก 0 ไปเป็น 1,2,3,4,.... จนถึง 100 หรือ 1000
ซึ่งไอ้สิ่งเหล่านั้น มันไม่ได้ทำกันง่ายๆ ยิ่งในตอนเริ่มต้น มันยิ่งยากกว่าเป็นหลายเท่า
ผมสรุปจบการสนทนากับน้องๆด้วยการแนะนำให้พวกเขาไปเริ่มหาอะไรเรียนรู้เพิ่มเติมเสียบ้าง มากกว่าอยู่เฉยๆหรือรอให้อะไรบางสิ่งมันเกิดขึ้น นั่นเรียกถูกหวย ไม่ใช่ประสบความสำเร็จในชีวิตครับ
แล้วเมื่อวันนึง วันที่เรามีความรู้ มีความมั่นใจมากพอ เราจะลองเริ่มนับ 1 จากตอนแรกที่มีแค่ 0
และใครจะรู้ล่ะ ว่าเราจะไปได้ไกลแค่ไหน
ถึง 10
ถึง 100
หรือถึง 1000
มีแค่ชีวิติของใครของมันครับ ที่จะหาคำตอบเหล่านี้ได้เท่านั้น
เอาใจช่วยทุกท่านให้ต่อสู้และไม่หยุดนิ่งครับผม
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อนาคต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อนาคต แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2558
วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2558
เหลืออีก 92 วันของการเป็นลูกจ้าง - สิ่งที่ผมอยากฝากน้องๆในที่ทำงาน
1. จงเตรียมพร้อมไว้เสมอ
ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ไม่ว่าเมื่อไหร่ การเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างก็เกิดขึ้นได้เสมอรอบตัวเรา และส่วนใหญ่ เราจะรับมือกับมันไม่ค่อยทันเสียด้วย เพราะฉะนั้น การ "เตรียมพร้อม" ในหลายๆด้าน จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นพอๆกับการทำงานทุกวันให้ดีที่สุด
2. เมื่อเปลี่ยนหัวหน้าใหม่ อะไรๆมักไม่ดีขึ้นกว่าเดิม
ร้อยละ 80-90 เมื่อมีการเปลี่ยนหัวหน้าใหม่ ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตาม โอกาสที่จะได้หัวหน้าที่ดีกว่าเก่านั้น ยากเหลือเกิน เคสเดียวที่ผมรู้สึกว่าจะได้หัวหน้าใหม่ที่ดีขึ้นก็คือ เมื่อหัวหน้าเก่ามันห่วยแตกเสียสิ้นดี และการเปลี่ยนตัวครั้งนี้ก็เพื่อทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น นั่นแหละ จึงจะทำให้เราได้หัวหน้าใหม่ที่ดีกว่าเดิม แต่ในกรณีอย่างเช่น หัวหน้าทำงานหมดวาระ ต้องไปประจำสาขาอื่น (เพราะทำงานดี) หรือมีการโยกย้ายแผนกกันของระดับบริหาร ตัวอย่างพวกนี้ มักได้ผลลัพธ์ที่ทำให้ลูกน้องต้องเผชิญกับหัวหน้าใหม่ที่ไม่ค่อยจะถูกใจเท่าไหร่นัก
3. อย่าอยู่ใน Comfort Zone นานจนเกินไป
เมื่อเราทำงานได้ระดับหนึ่ง ในช่วงเวลาหนึ่ง สิ่งที่ทำให้เรายัง "อยู่ได้" นอกจาเรื่องหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน แล้ว ก็ยังเป็นเรื่องของ "ความเคยชิน" ที่นับเวลาผ่านไปก็จะยิ่งทำให้หลายๆอย่าง "ฝังลึก" เข้าไปในโครโมโซม ทางความคิดและพฤติกรรมเรามากขึ้น
หัวหน้าบางคนไม่ได้สนใจข้อเสียของลูกน้องและไม่ได้คิดว่าจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมันเพราะยังทำงานได้ แต่ในระยะยาว นิสัยไม่ดียังไงซะ ก็จะกลับมาทำร้ายตัวเราเองได้อย่างแน่นอน
4. อย่าทำแต่งาน
หลายๆคนพอได้เข้าทำงานที่มีความมั่นคง บริษัทดูจะไม่เจ๊งไปได้ง่ายๆ ก็ทำไปเรื่อยๆ สักแต่ว่าทำๆไป รู้สึกตัวอีกทีก็ผ่านมา 3 ปี 5 ปี แล้ว ตัวเองยังคงอยู่ที่เดิม ไม่ได้ขยับไปไหนเท่าไหร่ไกลเลย ขณะที่เพื่อนๆคนอื่นของเราต่างก็เริ่มมีความก้าวหน้าให้เห็นบ้างแล้ว แต่เรายังคงเหมือนเดิมตลอด
เป็นเพราะเราเริ่มมี "นิสัยพนักงานประจำ" ที่เกือบๆจะเหมือน "เช้าชามเย็นชาม" ยิ่งถ้าเป็นบริษัทญี่ปุ่นด้วยแล้ว เขาไม่ได้สนใจว่าเราจะมีความสุขนอกที่ทำงานด้วยหรือเปล่า แค่เข้ามาที่บริษัท ทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น และกลับบ้าน ที่เหลือ เรื่องของคุณ
นั่นคือประเด็นที่ทำให้เรามีข้ออ้างอย่างสม่ำเสมอที่จะ "ไม่ทำอะไรเลย" ในช่วงหลังเลิกงานจนถึงเวลานอน นอกจาก "พักผ่อนอย่างไร้สาระ"
ผมไม่ได้บอกว่าการพักผ่อนไม่ดี แต่ถ้ามันมีมากจนเกินไป มันก็ไม่ใช่ประโยชน์ต่อตัวเราในอนาคตเช่นกัน
แล้วแค่ไหนถึงเรียกว่า "พักผ่อนเยอะเกินไป" ล่ะ?
ไม่ยากครับ
ดูแค่เวลาที่เรา "ไม่ได้ทำงานประจำ" นั้น เราเอามาทำอะไรที่มันจะ "ต่อยอด" ให้ตัวเราเองในอนาคตได้มากแค่ไหน เราทำอะไรที่ทำให้เรา "มีเงินมากขึ้น" หรืออย่างน้อย "มีความสามารถมากขึ้น" ในอนาคตอันใกล้ได้บ้าง
อย่าหลอกตัวเอง ว่าการดูหนังจะทำให้เราได้รู้เรื่องหนังมากขึ้น หรือการชอปปิ้ง จะช่วยให้เราเปรียบเทียบราคาสินค้าได้ดียิ่งกว่าเดิม ถ้าการทำทุกอย่างที่ว่าไปนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้หรืออนาคตที่ "ดีกว่าเดิม" อย่างจับต้องได้
นั่นก็แปลว่า คุณพักผ่อน "มากเกินไป" ครับ
5. อย่าให้ชีวิตมีแต่ "ทีทำงาน" กับ "ที่บ้าน"
คล้ายข้อที่แล้ว คือ หากเราทำงาน เหนื่อย กลับไปบ้าน ก็เหนื่อย หรือบางที กลับจากออฟฟิศเข้าบ้านมา ก็ยังปลดระวางความเครียดหรือความรู้สึกไม่ดีจากที่ทำงานได้ เช่นเดียวกัน ครอบครัวมีปัญหา ทะเลาะกับแฟนมา แล้วมาทำงาน ก็คงจะออกมาดีหรอกนะ
การที่ชีวิตมีแค่ "สองด้าน" มันจะคานน้ำหนักด้านอารมณ์กันเองโดยอัตโนมัติ ไม่มีใครแยกแยะได้จริงๆร้อยเปอร์เซนต์หรอกว่า เรื่องงานส่วนเรื่องงาน เรื่องที่บ้านส่วนเรื่องที่บ้าน มันปนเปกันเสมอ แค่ใครแยกแยะได้มากกว่าน้อยกว่าเท่านั้น
เพราะฉะนั้น ผมเลยมักจะแนะนำไปว่า จงหา "อย่างที่ 3" เข้ามาสร้างสมดุลให้มีมากขึ้น เช่น งานเสริม กิจกรรมยามว่างที่มีประโยชน์ อาจเป็นการออกกำลังกาย หรืออ่านหนังสือ หลักๆคือการได้ใช้ชีวิตอยู่กับตัวเอง มากกว่าทั้ง ที่ทำงาน และที่บ้าน (แน่นอนว่าใครที่เป็นคนโสดอยู่คนเดียว เรื่องนี้ก็อาจจะเบากว่าคนมีครอบครัวแล้ว)
6. เริ่มออมแต่วันนี้
ไม่มีข้ออ้างใดๆ การออมทั้งที่ยังมีเงินน้อย ไม่ใช่การออมเพื่อรวย แต่เป็นการสร้างนิสัย ให้เราสามารถฝึกตัวเองไม่ให้ใช้ "เงินทั้งหมด" ได้
เงินเดือนออก เก็บก่อนเลย 10% 15% 20% ว่าไป แล้วแต่ใครจะสะดวก (แต่ต่ำๆสุดควรจะอยู่ที่ 10% นะครับ)
เด็กๆชอบอ้างว่า ยังไม่ทันได้ใช้เงินเลย หนี้ก็มาแล้ว หรือหมดตั้งแต่วันแรกที่เงินเดือนออกแล้ว
เชื่อผมครับ "ลอง-ทำ-ดู-ก่อน" แยกเงินเก็บออกมาเลย วางไว้อีกที่ แล้วใช้เท่าที่มีจากปกติ อาจจะเหลือ 90% ก็ใช้ไป มันอยู่ได้ครับ จริงๆ เชื่อผม ไม่มีใครตายเพราะเงินลดลงไม่กี่สิบ % หรอก แต่จะตายเพราะหนี้ที่ไม่ควรเกิดตะหาก
และจากการเก็บได้เดือนละ 10% ก็เพิ่มไปเรื่อยๆ ทีละนิดๆ อาจจะเพิ่มเดือนละ 0.5-1% ก็ได้ แล้วแต่สะดวก แต่ลองมองดูครับ ปลายทางของเรา เราจะเก็บเงินได้เก่งแค่ไหน ถ้าทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ โอเค ถึงจุดนึงมันอาจจะฝืนต่อไม่ไหว แต่อย่างน้อยเราก็รู้แล้วครับ ว่า limit เราอยู่ที่ตรงไหน
และนั่น คือการเริ่มต้นของนิสัยคนรวยครับ
7. พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง คล้ายๆกับข้อก่อนหน้า อย่าหยุดคิด อย่าหยุดศึกษา อย่าหยุดทำให้ตัวเองดีขึ้น ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรก็ตาม วันนี้เรายังไม่ใช่คนที่ "ประสบความสำเร็จ" แต่วันข้างหน้าเหล่านั้นอาจไม่มาถึงเลยก็ได้ ถ้าเราไม่ "เริ่มต้น" ทำบางอย่างเสียแต่วันนี้
ว่าแต่ว่า "บางอย่าง" ทีว่าน่ะ
สำหรับคุณ มันคืออะไร?
ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ไม่ว่าเมื่อไหร่ การเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างก็เกิดขึ้นได้เสมอรอบตัวเรา และส่วนใหญ่ เราจะรับมือกับมันไม่ค่อยทันเสียด้วย เพราะฉะนั้น การ "เตรียมพร้อม" ในหลายๆด้าน จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นพอๆกับการทำงานทุกวันให้ดีที่สุด
2. เมื่อเปลี่ยนหัวหน้าใหม่ อะไรๆมักไม่ดีขึ้นกว่าเดิม
ร้อยละ 80-90 เมื่อมีการเปลี่ยนหัวหน้าใหม่ ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ตาม โอกาสที่จะได้หัวหน้าที่ดีกว่าเก่านั้น ยากเหลือเกิน เคสเดียวที่ผมรู้สึกว่าจะได้หัวหน้าใหม่ที่ดีขึ้นก็คือ เมื่อหัวหน้าเก่ามันห่วยแตกเสียสิ้นดี และการเปลี่ยนตัวครั้งนี้ก็เพื่อทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น นั่นแหละ จึงจะทำให้เราได้หัวหน้าใหม่ที่ดีกว่าเดิม แต่ในกรณีอย่างเช่น หัวหน้าทำงานหมดวาระ ต้องไปประจำสาขาอื่น (เพราะทำงานดี) หรือมีการโยกย้ายแผนกกันของระดับบริหาร ตัวอย่างพวกนี้ มักได้ผลลัพธ์ที่ทำให้ลูกน้องต้องเผชิญกับหัวหน้าใหม่ที่ไม่ค่อยจะถูกใจเท่าไหร่นัก
3. อย่าอยู่ใน Comfort Zone นานจนเกินไป
เมื่อเราทำงานได้ระดับหนึ่ง ในช่วงเวลาหนึ่ง สิ่งที่ทำให้เรายัง "อยู่ได้" นอกจาเรื่องหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน แล้ว ก็ยังเป็นเรื่องของ "ความเคยชิน" ที่นับเวลาผ่านไปก็จะยิ่งทำให้หลายๆอย่าง "ฝังลึก" เข้าไปในโครโมโซม ทางความคิดและพฤติกรรมเรามากขึ้น
หัวหน้าบางคนไม่ได้สนใจข้อเสียของลูกน้องและไม่ได้คิดว่าจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมันเพราะยังทำงานได้ แต่ในระยะยาว นิสัยไม่ดียังไงซะ ก็จะกลับมาทำร้ายตัวเราเองได้อย่างแน่นอน
4. อย่าทำแต่งาน
หลายๆคนพอได้เข้าทำงานที่มีความมั่นคง บริษัทดูจะไม่เจ๊งไปได้ง่ายๆ ก็ทำไปเรื่อยๆ สักแต่ว่าทำๆไป รู้สึกตัวอีกทีก็ผ่านมา 3 ปี 5 ปี แล้ว ตัวเองยังคงอยู่ที่เดิม ไม่ได้ขยับไปไหนเท่าไหร่ไกลเลย ขณะที่เพื่อนๆคนอื่นของเราต่างก็เริ่มมีความก้าวหน้าให้เห็นบ้างแล้ว แต่เรายังคงเหมือนเดิมตลอด
เป็นเพราะเราเริ่มมี "นิสัยพนักงานประจำ" ที่เกือบๆจะเหมือน "เช้าชามเย็นชาม" ยิ่งถ้าเป็นบริษัทญี่ปุ่นด้วยแล้ว เขาไม่ได้สนใจว่าเราจะมีความสุขนอกที่ทำงานด้วยหรือเปล่า แค่เข้ามาที่บริษัท ทำงานตั้งแต่เช้าจรดเย็น และกลับบ้าน ที่เหลือ เรื่องของคุณ
นั่นคือประเด็นที่ทำให้เรามีข้ออ้างอย่างสม่ำเสมอที่จะ "ไม่ทำอะไรเลย" ในช่วงหลังเลิกงานจนถึงเวลานอน นอกจาก "พักผ่อนอย่างไร้สาระ"
ผมไม่ได้บอกว่าการพักผ่อนไม่ดี แต่ถ้ามันมีมากจนเกินไป มันก็ไม่ใช่ประโยชน์ต่อตัวเราในอนาคตเช่นกัน
แล้วแค่ไหนถึงเรียกว่า "พักผ่อนเยอะเกินไป" ล่ะ?
ไม่ยากครับ
ดูแค่เวลาที่เรา "ไม่ได้ทำงานประจำ" นั้น เราเอามาทำอะไรที่มันจะ "ต่อยอด" ให้ตัวเราเองในอนาคตได้มากแค่ไหน เราทำอะไรที่ทำให้เรา "มีเงินมากขึ้น" หรืออย่างน้อย "มีความสามารถมากขึ้น" ในอนาคตอันใกล้ได้บ้าง
อย่าหลอกตัวเอง ว่าการดูหนังจะทำให้เราได้รู้เรื่องหนังมากขึ้น หรือการชอปปิ้ง จะช่วยให้เราเปรียบเทียบราคาสินค้าได้ดียิ่งกว่าเดิม ถ้าการทำทุกอย่างที่ว่าไปนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้หรืออนาคตที่ "ดีกว่าเดิม" อย่างจับต้องได้
นั่นก็แปลว่า คุณพักผ่อน "มากเกินไป" ครับ
5. อย่าให้ชีวิตมีแต่ "ทีทำงาน" กับ "ที่บ้าน"
คล้ายข้อที่แล้ว คือ หากเราทำงาน เหนื่อย กลับไปบ้าน ก็เหนื่อย หรือบางที กลับจากออฟฟิศเข้าบ้านมา ก็ยังปลดระวางความเครียดหรือความรู้สึกไม่ดีจากที่ทำงานได้ เช่นเดียวกัน ครอบครัวมีปัญหา ทะเลาะกับแฟนมา แล้วมาทำงาน ก็คงจะออกมาดีหรอกนะ
การที่ชีวิตมีแค่ "สองด้าน" มันจะคานน้ำหนักด้านอารมณ์กันเองโดยอัตโนมัติ ไม่มีใครแยกแยะได้จริงๆร้อยเปอร์เซนต์หรอกว่า เรื่องงานส่วนเรื่องงาน เรื่องที่บ้านส่วนเรื่องที่บ้าน มันปนเปกันเสมอ แค่ใครแยกแยะได้มากกว่าน้อยกว่าเท่านั้น
เพราะฉะนั้น ผมเลยมักจะแนะนำไปว่า จงหา "อย่างที่ 3" เข้ามาสร้างสมดุลให้มีมากขึ้น เช่น งานเสริม กิจกรรมยามว่างที่มีประโยชน์ อาจเป็นการออกกำลังกาย หรืออ่านหนังสือ หลักๆคือการได้ใช้ชีวิตอยู่กับตัวเอง มากกว่าทั้ง ที่ทำงาน และที่บ้าน (แน่นอนว่าใครที่เป็นคนโสดอยู่คนเดียว เรื่องนี้ก็อาจจะเบากว่าคนมีครอบครัวแล้ว)
6. เริ่มออมแต่วันนี้
ไม่มีข้ออ้างใดๆ การออมทั้งที่ยังมีเงินน้อย ไม่ใช่การออมเพื่อรวย แต่เป็นการสร้างนิสัย ให้เราสามารถฝึกตัวเองไม่ให้ใช้ "เงินทั้งหมด" ได้
เงินเดือนออก เก็บก่อนเลย 10% 15% 20% ว่าไป แล้วแต่ใครจะสะดวก (แต่ต่ำๆสุดควรจะอยู่ที่ 10% นะครับ)
เด็กๆชอบอ้างว่า ยังไม่ทันได้ใช้เงินเลย หนี้ก็มาแล้ว หรือหมดตั้งแต่วันแรกที่เงินเดือนออกแล้ว
เชื่อผมครับ "ลอง-ทำ-ดู-ก่อน" แยกเงินเก็บออกมาเลย วางไว้อีกที่ แล้วใช้เท่าที่มีจากปกติ อาจจะเหลือ 90% ก็ใช้ไป มันอยู่ได้ครับ จริงๆ เชื่อผม ไม่มีใครตายเพราะเงินลดลงไม่กี่สิบ % หรอก แต่จะตายเพราะหนี้ที่ไม่ควรเกิดตะหาก
และจากการเก็บได้เดือนละ 10% ก็เพิ่มไปเรื่อยๆ ทีละนิดๆ อาจจะเพิ่มเดือนละ 0.5-1% ก็ได้ แล้วแต่สะดวก แต่ลองมองดูครับ ปลายทางของเรา เราจะเก็บเงินได้เก่งแค่ไหน ถ้าทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ โอเค ถึงจุดนึงมันอาจจะฝืนต่อไม่ไหว แต่อย่างน้อยเราก็รู้แล้วครับ ว่า limit เราอยู่ที่ตรงไหน
และนั่น คือการเริ่มต้นของนิสัยคนรวยครับ
7. พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง คล้ายๆกับข้อก่อนหน้า อย่าหยุดคิด อย่าหยุดศึกษา อย่าหยุดทำให้ตัวเองดีขึ้น ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรก็ตาม วันนี้เรายังไม่ใช่คนที่ "ประสบความสำเร็จ" แต่วันข้างหน้าเหล่านั้นอาจไม่มาถึงเลยก็ได้ ถ้าเราไม่ "เริ่มต้น" ทำบางอย่างเสียแต่วันนี้
ว่าแต่ว่า "บางอย่าง" ทีว่าน่ะ
สำหรับคุณ มันคืออะไร?
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)