วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558

อ่อนไหว หรือ อ่อนแอ

ช่วงเดือนหลังๆนี่ ผมได้มีโอกาสเข้าไปร่วมกลุ่มกับเพื่อนสมัยประถม ซึ่งก็เป็นแค่กลุ่มในไลน์ที่มีกันประมาณ 100 คน

ในนั้นก็จะแตกเป็นห้องใหญ่ ห้องเล็ก อะไรอีกสารพัด

ผมเข้าไป ส่วนใหญ่ ก็อ่านผ่านๆ ไม่ได้สนใจจะดูหรือร่วมสนทนาอะไรนัก

เพราะว่าผมเองไม่ได้สนิทกับพวกเขาเท่าไหร่ ห่างหายกันไปจากตอนประถมก็ร่วม 20 ปี และหลังจากนั้นก็แทบไม่ได้คุยกันอีกเลย การเงียบและอ่านอย่างเดียวจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนั้น

แต่หลังจากมีการแบ่งกลุ่มย่อยกลุ่มเล็ก แล้วแตกออกมาเป็นกลุ่ม "ชลบุรี-ระยอง" ก็เหลือสมาชิกแค่ไม่กี่คน ซึ่งก็สามารถนัดมากินข้าวกันได้ไม่ยากนัก

พอได้มาเจอกัน นั่งคุยกัน มันก็ประหลาดๆดี เหมือนคนไม่ได้เจอกันนาน แต่มันมีความเป็นเพื่อนฝังอยู่ เลยไม่ต้องรู้สึกว่าต้องเกรงใจหรือประหม่าอะไรเท่าไหร่นัก ก็คุยกันเล่นกันได้ตามปกติ

มีเพื่อนคนนึงชื่อ ต. เป็นคนที่ดูท่าทางจะกวนๆหน่อย เสียงเข้มๆ และดูเหมือนจะมีความเป็นตัวเองสูง เพื่อนอีกคนชื่อ อ. เป็นคนตลกๆ เล่นมุขตลอดเวลา แต่ไม่หยาบคาย ดูเข้ากับคนได้ทุกคน

หลังจากนัดกินข้าวผ่านไป ผมก็เริ่มรู้สึกว่าเขินน้อยลงจนสามารถพูดหรือแลกเปลี่ยนอะไรในห้องนี้ได้บ้างแทนที่จะเงียบอย่างเดียว

ล่าสุด อ.ได้เปิดประเด็นถามเพื่อนในกลุ่มว่า จะทำยังไงเกี่ยวกับน้องที่ทำงานที่ Performance งานมันไม่ได้เรื่อง แถมทัศนคติก็ห่วยดี

ผมเลยแนะนำให้คุยกับน้องเขาไปตรงๆ ว่าทำงานมา 4-5 ปีแล้วเนี่ย เข้าใจเรื่อง Mindset ขององค์กร หรือ Roadmap ระยะยาวบ้างหรือเปล่า

ซึ่งถ้าคุยแล้ว เขาไม่เข้าใจ หลายครั้งหลายรอบก็ยังมองอะไรผิดๆอยู่ ก็บอกเขาให้ไปหางานใหม่หรือโอกาสในชีวิตใหม่ๆเพื่อตัวเองดีกว่า ไม่ใช่มาเผาเวลาทิ้งไปวันๆกับงานหรือองค์กรที่มันไม่ใช่ตัวเองแบบนี้

จริงๆผมไม่ได้พูดไปแค่นั้นหรอกนะ แต่เยอะเลยทีเดียวล่ะ อย่างเช่นที่ว่า ทำไมต้องเอาเด็กแบบนั้นออกไป เพราะว่า ธรรมชาติของคนเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะดีขึ้นหรอก มันมีแต่แย่ลง ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ คนอื่นๆจะแย่ตาม เพราะเห็นว่า ทีไอ้หมอนั่นยังทำได้เลย แถมยังได้ผลดีกับตัวเองอีกตะหาก แถมบริษัทก็ไม่ทำอะไรด้วย หรือ อย่าปล่อยให้ปลาให้บ่อตัวเองเน่า เพราะมันจะเน่าต่อๆกันไป จนสุดท้าย เราเองที่จะต้องได้ผลงานจากฝีมือของลูกน้อง ก็จะพาลฉิบหายไปด้วย

และ บลาๆๆ อีกมากมาย

ปรากฏว่า เพื่อน ต. ที่อ่อนไหวผิดกับสีหน้าท่าทางที่ดูห้าวเกินตัว ก็ออกจากกลุ่มนี้ไป และไปกดออกจากกลุ่มอื่นๆอีกหลายกลุ่มแบบรัวๆ

ไอ้ผมก็แบบว่า "เฮ้ย นี่มึงเอาจริงดิ" คือตอนนั้นคิดประมาณว่างงมาก ที่ไอ้การที่เราเม้นต์ความเห็นส่วนตัวแบบชัดๆลงไป จะทำให้เพื่อนคนนึงหวั่นไหวและมีสภาพร่องแร่งจนน่าเป็นห่วง ได้ข่าวมาว่าหมอนั่นมีปัญหาเรื่องงาน แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะหนักหนาสาหัสขนาดนี้ ยิ่งพวกเราตอนนี้ก็อายุประมาณ 30 กว่าๆกันแล้ว มันพ้นวัยจะมาง้องแง้งเรื่องงานประจำแล้วป่าววะครับ

ถ้าไม่ชอบ ก็ออกไปหางานใหม่ที่ชอบสิ

ถ้าอยากทำอะไรแล้วเขาไม่รับ ก็ไปฝึกฝีมือจนเก่งและเขาอยากรับก่อน ค่อยมาเวิ่นเว้อโวยวาย

จริงๆมันก็มีอีกหลายคนที่บ่นเรื่องงานประจำนะ
แต่ส่วนตัวผมเอง ผมว่าผมหลุดพ้นจากตรงนั้นมาแล้วอ่ะ

ไม่ได้ว่าชอบหรือรักงานประจำอะไรมากมายนะครับ แต่ตอนนี้ผมเหมือนรอเวลาออกเสียมากกว่า (ถ้าใครตามอ่านเรื่องนับถอยหลังก็คงพอจะรู้อ่ะนะ)

จริงๆอยากบอกเพื่อนทุกคนว่า "ถ้ามึงไม่ชอบอะไรที่อยู่ในชีวิตตัวเองตอนนี้ ก็เปลี่ยนมันซะ ถ้ามันไม่สามารถเปลี่ยนได้ทันที ก็ค่อยๆเปลี่ยนซะ อาจจะช้า อาจจะนาน แต่ถ้าไม่เริ่มในวันนี้ วันข้างหน้ามันก็ไม่มาถึงหรอก"

แต่ก็ดันลืมคิดไปอีกว่า อาจจะมีเพื่อนบางคนที่มันอ่อนแอ เพราะอ่อนไหวอยู่ด้วย ไอ้เราก็เป็นพวกแจกยาขมเสียด้วยสิ 5555 ไอ้เรื่องจะไปง้อใครที่เราไม่ได้ผิดเนี่ย ไม่ไหวๆ ทำไม่ได้จริงๆ ไม่รู้จะเริ่มยังไง

เอาเป็นว่า สำหรับใครที่หนักใจกับงานประจำ หรือเจ็บปวดกับการค้นหาตัวเอง หรือพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในที่ๆควรอยู่ และทุกครั้งที่ตื่นขึ้นก็เรียกร้องหาวันหยุดหรือเวลาที่จะได้ไปตามนัดกับเพื่อน

ผมว่า พวกคุณกำลังมา "ผิดทาง" นะครับ

การที่ไม่มีอย่างอื่นให้โฟกัสเลย นอกจาก "ความทุกข์" ชีวิตคุณจะไม่มีความสุขหรอก

แต่ถ้าคุณหาสิ่งที่คุณอยากทำ และ คุ้มที่จะทำ เจอ

นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดีครับ
ทำซะ
ดีกว่าปล่อยให้เวลาผ่านไปอีกวัน อีกเดือน อีกปี
และก็มานั่งเสียใจกับตัวเองว่า ปีนึงที่ผ่านมา ทำไมไม่มีอะไรในชีวิตกูที่มันดีขึ้นเลยวะ

คำตอบสั้นๆ

คุณไม่ลงมือเปลี่ยนมันเองนี่(หว่า)ครับ

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2558

ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ....

ตะกี้เพิ่งเข้ามาทำงาน

นั่งคิดวันเวลาที่เหลือสำหรับเป็นพนักงานที่นี่แล้ว เหลือ 116 วัน

ถ้าไม่นับเสาร์อาทิตย์ เหลือ 79 วัน

ถ้าตัดเอาวันลาพักร้อนที่จะสมทบตอนปลายปีให้หมด จะเหลือประมาณ 66 วัน

66 วัน

เป็น 66 วันที่ยาวนานชิบหาย

เหมือนติดคุกอะไรยังไงยังงั้นเลย

ให้ตายเหอะ

น่าเบื่อมากๆ

หัวหน้าใหม่กูนี่ แม่มมม เกินจะบรรยาย

ถ้ากวนตีนกว่านี้อีกหน่อยเดียวนี่ กูชิงลาออกไม่เอาโบนัสไปแล้ว ให้ตายเหอะ

เป็นมนุษย์ที่ตงฉินซะจนน่ารำคาญ
เออ... ถ้าให้พูดกันจริงๆ แม่งก็คงดีกว่า กังฉินอ่ะนะ
แต่มันไม่ไหวว่ะ ยิ่งเคยทำงานกะคุเมะมาก่อน มาเจออีนี่นี่แบบว่า โอยยยย... อยากกุมขมับวันละ 4 เวลา

ทำไมนะ เมื่อเช้าถึงตื่นแล้วไม่ลุก มันเป็นเพราะอะไร ทั้งๆที่เราก็ตื่นได้แท้ๆ นอนก็นอนไม่ดึก อะไรวะ
วินัยเราหายไปไหนหมดแล้ว ทำไมไม่มีความรับผิดชอบห่าอะไรเลยวะกู น่ารำคาญตัวเองชิบหาย
หรือเพราะเรามันหลุดจาก Mind Set พนักงานทำงานประจำไปแล้ว

ยิ่งเมื่อวานไปดู "ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ" มาด้วย

ยิ่งเกิดอาการแบบว่า เอ่อ... จะจริงจังกะการทำงานไปไหน

คือ มันไม่ใช่ความสนุกหรือความชอบของเราอีกแล้วอ่ะ แล้วจะทนทำไปทำไมวะ อันนี้ไม่เข้าใจจริงๆ

ยิ่งพระเอกในเรื่อง มันเป็นคนที่เหมือนเราในสมัยก่อน และเป็นคนที่ตรงข้ามกับเราสุดๆแบบสมัยนี้
มันเลยเข้าใจทั้ง 2 แง่มุมอ่ะนะ

ว่าไอ้การ "ทำงานจนตัวตาย" น่ะ มันก็สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าเรา "หลง" ไปเชื่อจริงๆว่า ร่างกายเราจะเหมือนกับตอนสมัยเด็กๆ

ที่จะทำอะไร หนักแค่ไหน ก็ยังอยู่ได้ ยังไหวๆ ซึ่งจริงๆแล้ว แม่งไม่ใช่ไง

คนเรา พออายุมากขึ้น อะไรๆที่เคยทำๆไว้ตอนสมัยก่อน แม่งก็มาปรากฏออกหมดนั่นแหละ

เหมือนแต่ก่อน แดกเหล้าจัด แดกจนร้านปิด ถึงเช้า วนมาจนเย็นอีกรอบได้ ไม่นอนกันติดๆหลายวัน ยิ่งตอนสอบนี่ไม่ต้องพูด ชอบคิดไปว่า อ่านหนังสือโต้รุ่งแล้วจะดี ให้ตายสิ อยากกลับไปเรียนใหม่ชิบหาย ชีวิตจะได้บาลานซ์กว่านี้หน่อย แดกเหล้าเยอะไปแม่งก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นจริงๆ

พอมาตอนอายุได้เกือบๆ 30 คือ แดกเหล้าไม่ไหวแล้วไง กินถึงตีหนึ่งนี่ ไม่ต้องตื่นเลย 6-7 โมง ไม่มีทางไหว ร่างกายแม่งยอมแพ้สัดๆอ่ะ ต่อให้มึงฝืนสังขารตื่นมา ก็ไม่รอดหรอก ปวดหัว ตัวเหลืองตัวเขียวทั้งวันอ่ะ ต้องหาทางหลบนอนให้ได้ ไม่งั้นจบ

พอมาเจอ "ไอ้จูน" ที่แม่ง ตอนเรียนไม่เคยกินเหล้าเลย ก็เลยได้รู้อย่างชัดๆเลยว่า "ความสด" แม่งเป็นยังไง

ตามมากินตอน 3 ทุ่ม แดกเหล้าเพียงไป 6 ฝาติด นั่งกินยังร้านปิด ไปกินต่อที่ห้อง กินถึงตี 4 ตี 5 นอนชม.เดียว ไอ้ห่าจูนลุกไปทำงานได้เฉย

พวกกูนอนตายถึงบ่าย 2 แถมตื่นมายังสภาพอุบาทว์สุดๆอีก
ดีนะ ตอนนั้นไม่มีแฟน ไม่งั้นชีวิตไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก คงไปไหนตามนั่นก็เพื่อนไม่ค่อยได้เท่าไหร่หรอกนะ

ยิ่งเดี๋ยวนี้มีแฟน ชีก็สามารถบอกได้อีกว่า "เป็นห่วง" ทีเดียวจบ จะให้ไปแดกเหล้าแล้วค้างกะเพื่อนนี่ หมดสิทธิ์ ยิ่งกูเป็นพ่อบ้านใจกล้าชิบหายอีก ไอ้เรื่องจะหนีเมียเที่ยวนี่ไม่มีล่ะครับผม ยอมคือยอม โดนทะเลาะแล้วเขาผิด ดีกว่าทะเลาะกันเพราะเราชั่ว มากมายนัก

เฮ้อ.... อยากถอนหายใจเป็นภาษาลาตินชิบหาย ทำไมชีวิตช่วงนี้มันอับเฉาอะไรขนาดนี้วะ
ให้ทำอะไรก็ไม่อยากทำเลยสักอย่าง
แค่จะหิ้วสังขารตัวเองมาทำงานนี่ก็เรื่องใหญ่งานช้างไปซะแล้ว
บทพอจะลา กูแม่ง ทำสันดานเสียตลอด

เค้าว่า "คนจริง" จะกล้าปฏิเสธและเผชิญหน้า กูคงไม่จริงเท่าไหร่ล่ะมั้งนะ ขี้ปอดเหลือเกิน

ส่วนเรื่องหนัง....

เอาง่ายๆ ใครหวังว่าจะได้ดูอะไรอย่าง "พี่มากฯ" "แอมฟาย" "ATM" "เพื่อนสนิท" "กวนมึนโฮ"
ขอแนะนำว่า

ไม่ต้องไปดูหรอกครับ

หนังแม่ง Real สัสๆ

หนังไม่ได้จริงจังอะไรเท่าไหร่
มันแค่ "จริง" ในรายละเอียด
ก็เท่านั้น
ไม่มีเว่อร์ ไม่มีอะไรแฟนตาซี นอกจากเรื่องหมอสวย
นั่นแหละ แฟนตาซีและอัศจรรย์สุดแล้วในเรื่องหนัง

ถ้าจะไปดูกับแฟน "อย่า" ครับ ไปหาเรื่องอื่นดูเหอะ Inside Out ก็ได้ น่าดูกว่านะผมว่า

ส่วนถ้าจะดูคนเดียว
ช่วงนี้ มี Hitman กับ MI5 (ถ้ายังไม่ออก) ไม่ก็ Pixel อันนี้พอดูได้ครับ

ที่เหลือ ก็แล้วแต่วิจารณญาณกันนะจ๊ะ

วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558

อีก 120 วันของการเป็นลูกจ้าง

ไปๆมาๆ ผ่านไปจนเหลือแค่ 120 วันแล้ว นี่ยังไม่นับว่าผมจะลางานช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือน ธค.อีกนะเนี่ย

อะไรๆหลายๆอย่างก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเสร็จหรือคืบหน้าไปเท่าไหร่เลย

ทั้งเรื่อง Stock Vector ที่ก็ยังไม่ได้เริ่มเท่าไหร่
ทั้งเรื่อง Affiliate ClickBank ที่ตอนนี้ก็พับโปรเจคเงียบยาวไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะได้เริ่มอีกมั้ย
หรือแม้กระทั่งการสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาสักอัน เพื่อช่วยโปรโมตร้านค้าออนไลน์ของเราเอง
นี่ยังไม่รวมเรื่องการเตรียมสร้างเพจและเว็บไซต์สำหรับครีม Avial แบรนด์ใหม่ของตัวเองกับแฟนอีก

การทำงานประจำไปด้วย เลิกงานกลับมาทำงานส่วนตัวไปด้วยนี่มันยากจริงๆ

ไม่ได้ยากที่งานเยอะนะ แต่ยากที่ พอเรากลับมาถึงบ้าน เราก็อยากพักอ่ะ นั่งหน้าคอมแล้วก็อยากดูนั่นดูนี่เต็มไปหมด ไอ้นั่นก็อยากรู้ ไอ้นี่ก็อยากอ่าน ไปๆมาๆ ผ่านไปหนึ่งวัน ไม่มีอะไรคืบหน้าเท่าไหร่เลย

ความเปลี่ยนแปลงในบริษัท ก็เห็นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ

นี่ก็เพิ่งมีคำสั่งว่า หัวหน้าเก่า ที่เป็น GM Production ก็กำลังจะกลับสิ้นเดือนนี้

หัวหน้าคนนี้เป็นคนที่ทำให้เราอยากลาออกจริงๆจังๆครั้งแรกเมื่อ 2 ปีก่อน

เนื่องด้วยเพราะรู้สึกว่า การทำงาน แนวคิด หลักการบริหาร เราเดินมาถึงจุด "สวนทาง" กันแล้ว

วิธีในการควบคุมจัดการของผม ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของหัวหน้าคนนี้ได้
และการทำตามคำสั่งแบบไม่ลืมหูลืมตา ผมเองไม่คิดว่ามันจะแก้ปัญหาอะไรได้

ประกอบกับการอิ่มตัวในหน้าที่การงานและวิถีชีวิตหลายๆอย่าง
และแฟนก็เห็นด้วยที่ผมนั้นดูเหนื่อยหน่ายและเครียดเหลือเกิน

เราจึงตกลงกันว่า จะให้ผมลาออกมาก่อน แล้วค่อยหางานทำ

ซึ่งตอนนั้นผมไม่รู้ว่า แฟนผมเขามีภาระอะไรหลายๆอย่างอยู่ด้วยเหมือนกัน
เพิ่งมารู้ทีหลัง ว่าเธอมีภาระทางครอบครัวมากมายเหลือเกิน ที่ไม่ได้บอกผม

แต่หลังจากผมแจ้งลาออก ทางผู้บริหารญี่ปุ่น ก็ได้คุยกันและสั่งย้ายผมมายังแผนก IE ที่ผมอยู่ตอนนี้

ตอนนั้นผมกะว่า จะอยู่ต่อถึงแค่สิ้นปี แล้วก็จะลาออก เพราะไม่ได้อยากทำต่อแล้ว ใจมันหมดแล้ว

แต่พออยู่ๆไป ไปๆมาๆ ผมกลับอยู่ต่อมาจนถึงเกือบ 3 ปีได้

เพราะหัวหน้าใหม่ของผมนั้นเรียกว่า "ถูกโฉลก" กับผมหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ ไม่วุ่นวาย ไม่หือไม่อืออะไรทั้งสิ้น

มองในแง่ดี มันก็คือสบายตัวสบายใจ
มองในแง่ร้าย ก็คือ มันสร้างให้เราอยู่ใน Comfort Zone แบบถอนตัวได้ยากเหลือเกิน

และหลังจากที่หัวหน้า IE ผมกลับญี่ปุ่นไป
หัวหน้าคนใหม่เข้ามา
เราก็ได้รู้ว่า Comfort Zone นั้น สูญหายไปแล้ว

หัวหน้าใหม่มา บ้าพลัง และลุยสร้างผลงานน่าดู
แต่เพราะเขายังไม่เคยบริหารแผนกนี้แม้แต่น้อย (สายงานเก่าเขาคือสายงานคนละด้านกับ IE เลย)
ก็เลยทำให้เราค่อนข้างทำงานลำบาก

และเขาก็แตกต่างกับหัวหน้าคนก่อนพอควร
ความช่วยเหลือที่มีให้เรานั้นน้อยลง และไม่สามารถ Support อะไรเราได้เท่าไหร่นัก ถ้าเทียบกับหัวหน้าคนก่อนหน้านี้

แต่ก็เอาเหอะ
ผมตัดสินใจแล้วว่า จะอยู่ถึงแค่สิ้นปี
ร้านผ้าม่านที่ทำกับแฟน ก็เดินทางมาได้จนเรียกว่า "อยู่ตัว" ระดับหนึ่ง

เราเป็นผู้ประกอบการที่อยู่ใน 20% ที่สามารถพาธุรกิจตัวเราเองผ่านปีแรกมาได้

และถ้าเราสามารถพามันผ่าน 3 ปีไปได้ เราก็จะกลายเป็น 5% ส่วนน้อย ที่สามารถอยู่ในวงจรธุรกิจได้
ซึ่งนั่นก็คือ เราจะกลายเป็นธุรกิจที่มีความสามารถมากกว่าธุรกิจทั่วไปนั่นเอง

หลังจากนี้ ผมคงต้องขยันมากขึ้น
ต้องอดทนมากขึ้น
เพราะถ้าออกมาจากงานประจำแล้ว
จะทำตัวเหลวแหลก ไร้สาระไปเรื่อยๆไม่ได้
นั่นคงไม่ต่างอะไรกับการเกาะเมียกิน
ผมต้องสร้างพอร์ต Stock Vector
และเพิ่มจำนวน Sticker ในไลน์ให้ได้

นั่นคืองานของผม
คือพันธกิจของผม
คือ Passion ของผม

ผมว่า ผมเลือกไม่ผิดอีกแล้วล่ะ

Facebook.com/pages/ระบายศรี

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ดราม่า - นักศึกษา ข่มขู่ อาจารย์

ล่าสุดเพิ่งได้อ่าน ดราม่า นักศึกษาคณะหนึ่งในมหาวิทยาลัยของจังหวัดที่ขึ้นต้นด้วย ม.
ได้มีการข่มขู่อาจารย์ในเฟซบุค ไม่ว่าจะเอาภาพโลงมาขู่ หรือรูปอาวุธต่างๆ รวมไปถึงขู่จะข่มขืนหรือลงแขก อะไรเทือกนั้น

จนในเว็บดราม่าของจ่า เอามาลงให้อ่าน จึงได้เริ่มรู้เรื่องกับเขาบ้าง

ต้นเรื่อง อยู่ที่อาจารย์ท่านนั้น ท่านไม่เห็นด้วย กับการรับน้องที่เรียกว่า โซตัส ซึ่งแต่ละสถานที่ก็คงแตกต่างกันไป ยิ่งคณะที่มีแต่ผู้ชายมากๆ ก็ยิ่งดิบเถื่อน บ้าบอ หนักข้อกว่าที่ที่มีผู้หญิงอยู่เยอะๆ

ซึ่งผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เรียนวิศวะฯ และได้ผ่านการรับน้องแบบประหลาดๆและโหดๆตามประสาโซตัสในยุคปลายศตวรรษที่ 20 มา เช่นเดียวกับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ หลายรุ่น

ส่วนตัวผมคิดว่า มันไม่ได้มีอะไรแตกต่างออกไปจากเดิมเท่าไหร่หรอกนะครับ ไอ้เรื่องรับน้องหรือโซตัสเนี่ย

แต่เพราะ สมัยนี้ Social Network มันค่อนข้างแพร่หลาย

การเข้าถึงข้อมูล หรือการแชร์เรื่องราวเหล่านี้ มันเลยหลุดมาให้คนนอกได้เห็นค่อนข้างมาก

แน่นอน คนที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้น คงไม่ได้รับรู้หรอกว่า จะทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร

ส่วนคนที่อยู่ตรงนั้น ทั้งรุ่นพี่ ที่แบกอีโก้ ที่ต้องทำตามอย่างที่ตัวเองเคยโดนมา หรือรุ่นน้อง ที่ไม่ได้มีทางเลือกมากนัก ว่าจะหันหน้าไปพึ่งพาใครหรือให้ใครช่วยเหลือได้

จะโดด จะหนี ก็กลัวจะถูกครหา หาว่าไม่รักเพื่อน ไม่รักรุ่น

เอาจริงๆ ส่วนตัวผมก็ไม่ได้เห็นด้วยเท่าไหร่นักกับหลายๆเรื่อง แม้ผมจะเป็นพี่ว้ากคนหนึ่งก็ตาม สาเหตุและปัจจัยมีหลายข้อครับ

1. คือ การกระทำที่รุนแรงเกินไป มันไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีกับสภาพจิตใจและร่างกายเท่าไหร่นัก แน่นอน การฝึกให้มีความอดทนเป็นเรื่องดี แต่มันก็ไม่ได้แปลว่า การให้น้องๆเดินนานๆ หรืออดน้ำ ทนร้อน อึดอัด ร้องเพลงอยู่ในห้องอบอ้าว จะเป็นเรื่องดีไปซะทีเดียว

2. รุ่นพี่ส่วนใหญ่ ชอบเอาเรื่อง "การทำงานในโลกความเป็นจริง" มาอ้างถึง เอาจริงๆ รุ่นพี่เหล่านั้นก็ไม่ได้รู้หรอกว่า ทำงานจริงๆน่ะเป็นยังไง แต่ก็ยังมาสอนรุ่นน้องที่มีอายุห่างกันแค่ปีเดียวได้ ถ้ามองจากมุมมองคนทำงานแล้ว ก็ต้องบอกว่า ไร้สาระ สิ้นดีเลยครับ เพราะเราต่างรู้ว่า จะเป็นคนที่มีคุณภาพในสังคมได้ "ความอดทน" เป็นแค่เรื่องๆหนึ่งที่ควรทำเท่านั้น ซึ่งมันยังมี "ไหวพริบ" "การเอาตัวรอด" "ความเป็นผู้นำ" "ทักษะการนำเสนอ" "การสื่อสาร" และอะไรอีกหลายอย่างที่จำเป็นต้องฝึกฝน

3. สมัย 10-20 ปีที่แล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นในกิจกรรม มันไม่มีใครรับรู้เท่าไหร่หรอกครับ เพราะมันไม่มี FB จะทำอะไร ก็ทำกันไป ว้ากดังว้ากโหดแค่ไหน ก็จัดกันไป พอกิจกรรมจบ ผ่านไป ปี สองปี มันก็กลายเป็นเรื่องเล่าขาน รุ่นนั้นโหดนะ รุ่นนี้โหดกว่า... กลายเป็น Viral เหมือนเพิ่มความขลังให้มัน เพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ให้รุ่นพี่โดยที่รุ่นน้องไม่รู้หรอกว่า อะไรจริงอะไรมั่ว ซึ่งพอมายุคนี้ มี FB คนเขาก็รู้กันหมด ว่าที่ไหน ทำอะไร ยังไง และที่สำคัญ "ทำไปแล้วได้อะไร"

คำถามพวกนี้ เอาจริงๆ ตอบได้ ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะถูก เพราะแต่ละเรื่อง แต่ละกิจกรรม ย่อมมีคนเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ยิ่งมีเรื่อง "ความรุนแรง" และ "สุขภาพ" มาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ยิ่งหนักครับ

ผมเลยเห็นว่า สมัยนี้ รูปแบบการรับน้อง หรือ โซตัสก็ดี น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ตามยุคสมัย ไม่ใช่ถืออะไรมาก็ทำกันต่อไปแบบเดิมๆ 30 ปีที่แล้วทำยังไง เดี๋ยวนี้ก็ทำอย่างนั้น ใช่ครับ ทำได้ แต่ผมว่ามันไม่เหมาะแล้ว มันต้องเปลี่ยน

เวลาเปลี่ยน ยุคเปลี่ยน อะไรต้องเปลี่ยนตามครับ ไม่งั้นเราจะก้าวไม่ทันโลก

ผมไม่ได้บอกให้ยกเลิกโซตัส หรือการรับน้อง

แต่ผมอยากให้รูปแบบ มันเปลี่ยนแปลงไปบ้าง อะไรบ้าง ตามสมัย และสังคมที่เปลี่ยนไป

เรื่องว้าก จะมีก็ได้ครับ ไม่ได้ห้าม แต่ ก็ควรอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ใช่ว้ากแม่งทั้งปีทั้งชาติ 24 ชม. อะไรอย่างนั้น เดี๋ยวนี้ สตอรี่มันต่างออกไปแล้ว พี่ว้ากจะมาดราม่า เด็กๆมันไม่อินแล้วครับ

ลองเปลี่ยนเป็น สร้างโจทย์ ให้เขาไปทำกันดูก็ได้ครับ เช่น ให้ไปช่วยกันทำความสะอาดวัด โรงเรียน ทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม โดยให้อยู่ในความดูแลของรุ่นพี่

สร้างโจทย์ให้น้องๆ ช่วยกันทำสิ่งใหม่ๆ และเอาผลงานเป็นตัวชี้วัด แทนที่จะมานั่งดูว่า รุ่นนี้ เชื่อฟังดีมั้ย ก้มหน้าก้มตาทำตามคำสั่งดีมั้ย มันไม่ใช่วัวควายเหมือนแต่ก่อนแล้วครับ ที่จะต้องมานั่งทนโดยไม่รู้อะไรเลย ยิ่งมีคนหัวขบถ ออกมาต่อต้าน พี่ว้ากก็ยิ่งไม่ชอบ เพราะดูจะทำให้ตัวเองมีอำนาจน้อยลง บลาๆๆ

อย่าไปยึดติดรูปแบบเดิมๆครับ เปลี่ยนมันบ้าง อะไรที่มันเก่า ก็เอามาคิดใหม่ รีโนเวทใหม่ ไม่ได้ห้ามครับ แต่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

จริงๆ รุ่นพี่ที่จบไปแล้ว ก็น่าจะเข้ามามีส่วนร่วม สร้างแนวคิด ออกไอเดียใหม่ๆให้น้องๆได้เห็น ได้เข้าใจว่าโลกเรามันไปถึงไหนอะไรยังไงบ้างแล้วครับ น่าจะช่วยได้เยอะ

....


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เหนือสิ่งอื่นใดครับ คือ การ "ตอบโต้"

โดยเฉพาะ ใน Social Network
สถานที่ซึ่งคนทั่วไปชอบคิดว่าเป็นที่ "ส่วนบุคคล" จะทำอะไรจะพูดอะไรยังไงก็ได้

มันไม่ใช่ครับ

ถ้าคุณไปคุกคาม ข่มขู่ ละเมิด หรือหมิ่นประมาทผู้อื่น เขาเอาเรื่องได้ครับ

เพราะทำให้เขาเสียหาย ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

เรื่องพวกนี้ ควรต้องมีการให้ความรู้เด็กๆทุกคนอย่างทั่วถึง

ผมสังเกตุเห็นว่า เด็กประถมสมัยนี้ ก็เล่น FB , IG กันแล้ว แต่ไม่ค่อยจะมีใครสอนเรื่องมารยาทพวกนี้ให้พวกเขาได้ทราบเท่าไหร่ เกรียนไทยมันเลยเยอะครับ ถ้าเอาเรื่องกันจริงๆ ตำรวจคงได้ค่าปรับกันอีกเยอะอ่ะครับผม

เพราะงั้น ไอ้การ "แสดงความคิดเห็น" จึงต้องมีขอบเขตครับ

อาจารย์ท่านนั้น ท่านก็มีมุมมองของท่าน ต่อกิจกรรมๆหนึ่ง ซึ่งท่านก็เคารพและไม่ได้สอดแทรกไปในเนื้อหาว่า ใครผิด ใครชั่ว ใครไม่ดี ก็แสดงความเห็นไปตามที่คิด

แต่อนิจจัง เหล่าเด็กน้อยปากมิสิ้นกลิ่นน้ำนม กลับเอาไปคุยฟุ้งข่มทับ จะเอาพวกมากมาลากอาจารย์ไปยำมาม่า เอาให้ถึงตายกันเลยทีเดียว

และสุดท้าย ก็ออกมาบอกว่า ล้อเล่น หรือ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะ ความเป็นเด็ก

กฏหมายไทยบอกไว้ว่า เยาวชนคืออายุไม่เกิน 18 ปี
เข้ามหาวิทยาลัยแล้ว คงมีส่วนน้อยครับ ที่ไม่ถึง 18 ปี
เพราะงั้น ระวางโทษเท่ากับคนปกตินะครับ

เรื่องนี้ต้องระวังให้ดี

เพราะถึงแม้อาจารย์คนดังกล่าว จะบอกว่าไม่เอาเรื่อง
แต่ถ้าถามว่า ถ้าอาจารย์คนนั้นเป็นน้องสาวผมล่ะก็

เด็กๆทั้งหลาย ได้ขึ้นโรงพักกับผมแน่นอนครับ

Facebook/page/ระบายศรี

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558

สิ่งที่อยากบอกกับน้องๆนักศึกษา #1 - การฝึกนิสัยออมเงิน

ผมนั่งคิดนอนคิดมาตลอดว่า
ถ้าผมมีโอกาส ได้ไปพูดหรือบรรยายให้น้องๆนิสิตนักศึกษาสักกลุ่มนึงฟัง
ผมอยากจะพูดเรื่องอะไรที่เป็นประโยชน์ที่สุดสำหรับพวกเค้าได้บ้าง

จริงๆมันมีเรื่องราวนับร้อยนับพันที่ผมคิดว่าผมน่าจะพูดและควรพูด

แต่ถ้าให้เรียบเรียงลำดับและเริ่มจากเรื่องแรกว่าควรเป็นเรื่องอะไรดี?

คำตอบของผมคือ "การออมเงิน" ครับ

แน่นอน กว่าครึ่งของนักศึกษาที่จบออกมาจากรั้วมหาวิทยาลัย ก็มักจะต้องเริ่มต้นชีวิต "ผู้ใหญ่" ด้วยการทำงานประจำ เป็นลูกจ้าง กินเงินเดือน

แม้หลังจากนั้น 5 ปี 10 ปี อาจจะแตกต่างกันไป แต่ สิ่งหนึ่งที่ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเลยในชีวิตของพวกเราทุกคนก็คือ

"เรื่องเงิน"

มันสำคัญเป็นอันดับต้นๆของชีวิต

ถ้าอยากจะดูว่าเรื่องไหนสำคัญ ก็ให้ดูว่า เวลาหมอดูเขาดูดวง เขามักจะดูดวงเกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้าง นั่นแหละ เรื่องสำคัญในชีวิตคนเรา

การงาน ความรัก สุขภาพ ครอบครัว และ การเงิน...

และสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่า หากย้อนเวลาได้ ผมอยากจะกลับไปแก้ไขมันมากเป็นอันดับต้นๆของชีวิตผมคือ

"การออมเงิน" ครับ

ผมเองก็เหมือนคนทั่วๆไป วัยรุ่นส่วนใหญ่ ที่คิดว่า เงินเดือนแค่นี้ ยังไม่ต้องรีบเก็บเงินหรอก เดี๋ยวพอมีเงินเยอะๆแล้วค่อยเก็บ

ซึ่งนั่นเป็นความคิดที่ผิดอย่างมหันต์เลยครับ

สาเหตุก็เพราะ

1. คำว่า "เดี๋ยวรอให้มีเงินเยอะกว่านี้" นั้นมันคือ "เมื่อไหร่" ใครบอกได้บ้าง ยิ่งถ้าเงินเดือนเริ่มต้น 15000 แล้วบอกว่า ถ้ามีเงินเดือนสัก 1 แสน แล้วค่อยเก็บ ถามว่า แล้วมันคือเมื่อไหร่กันล่ะ เรารู้ล่วงหน้าได้มั้ย คนบางคน ทำงานมาเป็นสิบปี ยังมีเงินเดือนไม่ถึง 5 หมื่นเลยก็เยอะ แล้วเราล่ะ แน่ใจแค่ไหนว่า จะมีเงินเดือนหรือรายรับได้ขนาดนั้น ในเวลาที่กำหนด ซึ่งเราก็ไม่ค่อยจะวางแผนมันได้เสียด้วย เพราะฉะนั้น ถ้ารอให้มีเงินเดือนเท่านั้นเท่านี้ เชื่อเถอะครับ ส่วนมาก เวลานั้น มักมาไม่ถึง

2. ความเสี่ยง การออม มีประโยชน์อย่างแรกเลยคือ มีเงินสำรองไว้ใช้เวลาจำเป็นครับ จะรู้ได้ไงว่า ชีวิตเราจะไม่มีอันตรายใดๆมาแผ้วพานบ้างเลย ญาติๆเรา ครอบครัวเรา จะสุขสบายหายห่วงกันทุกคน เชื่อเถอะครับ อยู่ๆไป วันนึง ก็มักจะมีเหตุให้ต้องเสียเงินเสียทองเป็นธรรมดา ยิ่งใครที่มี รถยนต์ จะรู้ได้เลยว่า มันไม่ได้มีแค่ค่าน้ำมัน มันมีค่าประกันภัย ค่า พรบ. ต่อทะเบียน ใบสั่ง ซ่อมนู่นนี่นั่น และจิปาถะอีกเยอะ ยิ่งถ้าใครแต่งรถด้วยแล้ว ไม่อยากจะพูดครับ

ส่วนใครที่ไม่มีรถ ก็อย่าเพิ่งนอนใจ เพราะเรื่องอุบัติเหตุ หรือสุขภาพ มันก็มีความเสี่ยงรอบๆตัวเราทั้งนั้น ถ้าใครตระหนักได้เร็วหน่อย ก็อาจเริ่มจากประกันภัยหรือประกันชีวิต ซึ่งแน่นอน มันก็มีค่าเบี้ยที่ต้องจ่าย ส่วนมากเป็นรายปี (ไอ้ที่บอกว่าจ่ายรายเดือนได้น่ะ มีครับ แต่ส่วนใหญ่ ก็เสียดอกเบี้ย และพอรวมๆกันแล้ว มากกว่าจ่ายรายปีแน่นอน สู้เก็บออมเองทีละเดือนๆ แล้วสิ้นปี จ่ายทีเดียว ง่ายกว่าครับผม)

3. ที่สำคัญที่สุด คือ "การฝึกนิสัย" ครับ เชื่อมั้ยครับ นิสัยต่างๆนั้น ฝึกได้ ถ้าเราทำมันซ้ำๆจนชิน เป็นกิจวัตร และยิ่งทำซ้ำๆ มันจะเกิดทักษะ ทำให้เราทำได้ดีขึ้น เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น ซึ่งการออมเงิน ก็เป็น "นิสัย" หนึ่ง คนที่ทำเป็นประจำ มีแนวโน้มว่าจะทำได้ดีขึ้น แต่คนที่ไม่ทำเลย ก็แน่นอนครับ ปลายทางมันจะแตกต่างกันสุดๆ กับคนที่ทำ

4. ข้อสุดท้าย คือ "ปลายทาง" ครับ รู้มั้ยครับ ว่า ถ้าเราเริ่มออมตอนนี้ เร็วขึ้นกว่าเดิมปีนึง หลังจากเราออมได้ 20 หรือ 30 ปี มันจะกลายเป็นเงินเท่าไหร่

รู้จัก "ดอกเบี้ยทบต้น" มั้ยครับ สิ่งที่ไอน์สไตน์ บอกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อีกอย่างของโลก ใช่ครับ อำนาจของมันมหาศาล ถ้าเราคำนวณด้วยสูตร Excel เป็น เราแค่คำนวณให้เงินต้นเราเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 10% รู้มั้ยครับ ว่าผ่านไป 30 ปี เราจะมีเงินมากกว่าเดิมกี่เท่า

17 เท่าครับ จากเงินต้น 5000 บาท จะกลายเป็น 87000 บาท นี่ในกรณีที่เราไม่ได้ออมเพิ่มเลยนะครับ

และถ้าเราออมเพิ่มทุกปีๆละเท่าๆกันที่ 5000 บาท หลังจาก 30 ปี จะมีเงินรวมทั้งสิ้น 9.9 แสนบาทครับ คิดเป็น 6 เท่าของเงินฝากของเราทั้งหมด

แล้วถ้าเราออมเพิ่มจากปีละ 5000 เป็นเดือนละ 1000 เท่ากัน 12 เดือน กลายเป็น 1 ปี ออมได้ 12000 บาทล่ะครับ

หลังจาก 30 ปี เราจะมีเงินทั้งสิ้น 2.2 ล้านครับ

และถ้าเราเอาเงินจาก โบนัส เพิ่มไปอีก 1 หมื่นบาท ทุกๆสิ้นปี กลายเป็นออมได้ปีละ 22000 บาทล่ะก็
หลังจาก 30 ปี เราจะมีเงินทั้งสิ้น 4 ล้านบาท ครับ

ซึ่งถ้าเราเลือกออมในกองทุ้นที่มีผลตอบแทนคงที่หรือมีความเสี่ยงต่ำแล้วล่ะก็ ตัวเลขพวกนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันเท่าไหร่นัก มีเงิน 4 ล้าน ย่อมดีกว่าไม่มี ถูกมั้ยครับ และ 10% ที่ผมยกมา ก็เป็นเพียงตัวอย่างคร่าวๆเท่านั้น ซึ่ง จริงๆแล้ว มันจะไปอยู่ในส่วนของ "การลงทุน" มากกว่า การออม

จริงๆการออมมันช่วยเรื่อง "ฉุกเฉิน" มากกว่าเรื่อง "ผลตอบแทน" ครับ

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญคือ ข้อ 3 ครับ การฝึก "นิสัย" ที่จำเป็น สำคัญมากๆ ที่เราต้องฝึกมัน

เด็กๆหลายๆคนมองว่า สิ่งที่เราควรฝึก คือเรื่อง "งาน" มันก็ไม่ผิด แต่ต้องอย่าลืมครับ คนส่วนมาก ไม่ได้คิดว่าอยากจะทำงานไปจนตาย วันหนึ่ง ก็อยากจะไปทำอย่างอื่น และไอ้อย่างอื่นนั้นน่ะ มันคืออะไรล่ะครับ สิ่งที่ชอบ สิ่งที่รัก ถ้ามันมี มันก็ดี แต่ไอ้สิ่งที่รักนั้นน่ะ สร้างรายได้ให้เราเพิ่มขึ้นได้บ้างหรือเปล่า

ถ้าไม่ เราจะทำมันต่อมั้ย

หรือจะฝึกมันต่อไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะสร้างรายได้ให้เราได้มากขึ้นๆ เรื่อยๆ จนเราพอใจ และวันหนึ่ง เราอาจมีรายได้จากงานประจำ และรายได้จากงานไม่ประจำ พอๆกัน เราอาจจะเก็บเงินได้มากขึ้น ศึกษาเรื่องเงินเก็บและการลงทุนได้มากขึ้น จนวางแผนระยะยาวให้ชีวิตเราได้ดีขึ้น

ถามหน่อยครับ ทำงานแล้ว อยากซื้อบ้านไหม อยากมีรถไหม อยากมีครอบครัว อยากแต่งงานไหม อยากมีลูกไหม ทุกสิ่งอย่างมันใช้เงินหมดครับ

แต่เราเองนั่นแหละ ที่คิดว่า เดี๋ยวพอจะเอา จะทำ มันก็จะมีเงินไหลมาเอง

ลองคิดดูให้ดีๆครับ มันถูกต้องจริงๆหรือเปล่า พอเราไม่มีเงิน ก็ต้องไปหายืมจากครอบครัว คนรู้จัก หนักๆหน่อยก็สถาบันการเงิน พวกบัตรกดเงินสด บัตรเครดิต พวกนี้ ดอกเบี้ยหนักมากๆครับ

จะดีกว่าไหม ถ้าเรามีเงินสักก้อน ที่สามารถรองรับ สำหรับแผนการณ์ในอนาคตได้ดีกว่าที่เป็น

ซึ่งนั่น คือวัตถุประสงค์ของเงินออมครับผม

ออมกันเสียแต่วันนี้ครับ

สร้าง "นิสัย" ที่ก่อให้เกิด "ตัวเงิน"

ตอนนี้ ไม่มีเงิน ก็มี "นิสัย" ที่ดีก่อน

ดีกว่า ไม่สร้างอะไรเลย และก็ไม่มีอะไรเลย ในท้ายที่สุดครับ

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ควัน(ระเบิด)หลง... หลังเหตุการณ์ราชประสงค์ ตามจับคนร้ายให้ได้นะครับ

ข่าวล่าผ่านพ้นไป การวางระเบิดที่ราชประสงค์
ก่อให้เกิดผู้เสียชีวิต 20 ศพ
บาดเจ็บอีก เกือบร้อย

ตอนนี้หลายๆฝ่ายก็กำลังตามหาตัวผู้กระทำผิดอยู่

มีรางวัลนำจับให้ 1 ล้านจากรัฐบาล และ จาก นปช.อีก 2 ล้าน

ใครแจ้งเบาะแสได้ ก็เรียกได้ว่ารวยไปเลยทีเดียว

ยังมีผู้ต้องสงสัยอีก 2 คน ใส่เสื้อแดงกับขาว ที่เจ้าหน้าที่เชื่อว่า มีส่วนเกี่ยวข้อง
ก็ตามหาตัวกันต่อไป

เมื่อวาน เล่นเอาผมหมดเรี่ยวหมดแรงทำงานกันไปเลยทีเดียว
หดหู่ทั้งวันอ่ะ กับเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นในกรุงเทพ

จะว่าไป มันดันตรงกับวันเกิดเพื่อนสนิทผมคนนึงด้วยเลยพอดี 18 สค.

คงจะจำได้ไปอีกหลายปีล่ะนะ

เหมือนวันเกิดผมเหมือนกัน 11 มีค. เกิดซึนามิที่ญี่ปุ่น
จำได้ว่าปีนั้น ญี่ปุ่นน่าสงสารมาก

แต่ภัยธรมมชาติ กับภัยจากวินาศกรรม มันให้ความรู้สึกสูญเสียคนละอารมณ์กันเลยนะ

เวลาที่ฆาตกรเป็น "มนุษย์" กับ เป็น "ธรรมชาติ" เนี่ย ความรู้สึกของคนที่อยู๋ข้างหลังนี่ ช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ทั้งนี้ เราคงไม่สามารถพูดได้ว่า จะหาอะไรมาทดแทนกับความสูญเสียที่เราได้รับได้บ้าง

คงไม่มี

ยิ่งถ้าผู้ที่จากไป เป็นคนอันเป็นที่รัก เป็นคนดี เป็นอนาคตของครอบครัว ของสังคม ของชาติ
คงยิ่งรู้สึกสูญเสียเป็นร้อยเท่าพันทวี

ขอให้จับคนร้ายได้โดยเร็วนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2558

จิตสำนึกความปลอดภัยในองค์กร กับ ความสามารถด้านบริหารจัดการของตำรวจจราจร


หัวเรื่องเหมือนจะเกี่ยวกันนะ แต่รายละเอียดผมว่าค่อนข้างจะห่างกันพอดู

เรื่องแรก จิตสำนึกในองค์กรผม จากผู้บริหารแผนกความปลอดภัย ที่มีแนวคิดเรื่องการลดความเสี่ยงและอันตรายในการทำงาน โดยการให้เจ้าหน้าที่หลายๆคน ไปยืนดักที่ทางเข้าออกของพนักงาน แล้วตรวจสอบพนักงานที่ไม่สวมหมวกกันน็อคตอนขับขี่จักรยานยนต์หรือมอเตอร์ไซค์

ผมว่า แรกๆมันก็ดีอ่ะนะ

แต่ทำมาได้สักพัก มานั่งคิด "ประโยชน์มันคืออะไรอ่ะ?" แล้ว "ทำไปเพื่ออะไร?"

คำถามเหล่านี้ผมไม่เคยได้คำตอบ

ยิ่งก่อนหน้านี้ (จนถึงตอนนี้ก็ยังทำอยู่) มีกิจกรรมที่ให้ผู้บริหารทั้งคนไทยและญี่ปุ่น ไปยืนใส่สายสะพายเหมือนนางงาม เขียนว่า "Safety First" แล้วก็กล่าวทักทายพนักงานที่เดินเข้ามาในบริษัท เพื่อเพิ่ม "จิตสำนึกด้านความปลอดภัย" ให้กับพนักงาน

แรกๆผมก็ว่าโอเคนะ เป็นสีสันดี

แต่พอทำไปสักพัก

เฮ้ย มันมีประโยชน์มั้ยเนี่ย ทำแล้ว อุบัติเหตุลดลงเหรอ? หรือยังไง? ผลดีมันคืออะไร ทำแล้วได้อะไร ใครประเมินผลลัพธ์หรือผลตอบแทนมันได้บ้างเนี่ย?

ผมมีคำถามอีกเยอะแยะมากมายที่อยากให้มีใครสักคนมาตอบผมบ้าง

แต่ก็แน่นอนล่ะ

ไม่มีใครตอบได้

ดูเหมือนว่า การทำอะไรหลายๆอย่างที่บริษัทผมนี้ จะทำไปเพียงเพื่อให้ "คนเห็นว่าทำ" ส่วนผลลัพธ์ จะประเมินมันได้หรือไม่ ถ้าเป็นเรื่อง Safety นั้น ไม่จำเป็น

เอาสิ
เอากะเขา

ส่วนเรื่องการจราจร
ที่อยากบ่นนี่ไม่ใช่อะไรหรอกครับ

เมื่อเช้า ขับรถมาทำงาน
ออกเวลาเดิม รู้ว่าไม่สายแน่ๆ

แต่ก็เจอรถติดแบบมหาประลัย
ไฟแดงแต่ละแยกนี่ นานมากๆ

เลยรู้เลยว่า การบริการจราจรของตำรวจไทยนั้น ไม่เหมือนต่างประเทศ

ที่จะมีศูนย์ควบคุมจัดการการจราจรบนท้องถนนในแต่ละเขตอย่างชัดเจน มีกล้องวงจรปิด และกล้องจากดาวเทียม ที่จะบอกว่า อัตรารถในแต่ละช่องทางและทิศทางนั้นมีมากขึ้นหรือน้อยลงอย่างไร ช่องไหนควรเพิ่มเวลาให้กี่วินาที ช่องไหนควรลด

ซึ่งที่ไทยนั้นไม่มีครับ

หลายๆทางแยก ผมเห็นไฟแดงที่ปล่อยให้รถน้อยๆวิ่งกัน แต่รถเยอะๆหยุดรอหลายนาทีมากๆ

ผมติดไฟแดงที่ไม่น่าติด 2 จุด จุดละเกือบ 10 นาที
โดยที่ไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมตู้ป้อมตำรวจตรงสี่แยกถึงปล่อยเวลาอย่างไม่เป็นมาตราฐานแบบนี้ได้

รถติดแค่ไหน ไม่มีใครรู้ ปลายทางของรถติด อยู่ตรงไหน ไม่มีใครเห็น

ผมเลยเริ่มรู้สึกได้เรื่อยๆแหละว่า เวลาที่เราเห็นรถติดแล้วมีตำรวจมาโบกให้ตรงสี่แยกน่ะ จริงๆตำรวจไม่ได้มาช่วยนะ แต่ผมว่า มาทำให้รถติดหรือเปล่า อันนี้น่าสงสัยจริงๆครับ

เพราะตำรวจที่โบกรถตรงสี่แยกนั้น ก็ไม่สามารถเห็นได้ว่า ปลายหางของขบวนรถในแต่ละช่องทางนั้นอยู่ไกลออกไปแค่ไหนแล้ว เห็นว่ารถมี ก็โบกให้ไปต่อ ส่วนทางที่รอ ก็รอต่อไป ทำไม ในต่างประเทศ ผมเห็นตำรวจ จะออกมาโบกรถก็ต่อเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ทำให้การสัญจรติดขัดเท่านั้น

แต่เมืองไทย พอรถเยอะเข้าหน่อย ตำรวจต้องออกมาโบกรถเองละ อันนี้ไม่เข้าใจจริงๆครับ

ในเมื่อรถไม่มีชนกัน ถ้าเราบริหารจัดการให้ดี ก็น่าจะไม่ทำให้รถติดมาก หรือถ้าจะติดจริงๆ ก็ต้องติดพอๆกัน เท่าๆกันหรือเปล่า

อันนี้ไม่มีความรู้ครับ สังเกตุเอาล้วนๆ

รู้แค่อย่างเดียว

ประเทศไทย คำนวนเวลาในการขับรถจริงๆจังๆไม่ได้หรอกครับ

เพราะไฟแดงมันใช้คนกด ไม่ได้ใช้โปรแกรมนี่นา เนอะ...